February 17, 2026
10 อันดับ โปรแกรมจัดการโรงแรม (PMS) ปี 2026: ทางเลือกแทน Cloudbeds และ SiteMinder ฉบับเปรียบเทียบชัดเจน
เปรียบเทียบ 10 โปรแกรมจัดการโรงแรม (PMS) ปี 2026: Cloudbeds vs SiteMinder vs Oracle อันไหนคุ้มสุด? เจาะลึกฟีเจอร์ ราคา และเหตุผลที่โรงแรมอิสระเริ่มเทใจให้ Revenue-as-a-Service เพื่อลดต้นทุนคงที่และเพิ่มกำไร
การเลือกโปรแกรมจัดการโรงแรม (PMS) ในปี 2026 ไม่ใช่เพียงการมองหาซอฟต์แวร์ที่ใช้งานง่ายเท่านั้น แต่คือการเลือกระหว่างโมเดล SaaS แบบดั้งเดิมที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายรายเดือนคงที่ กับโมเดลใหม่ที่เรียกว่า Revenue-as-a-Service ซึ่งเน้นการเติบโตของรายได้จริงโดยไม่มีค่าธรรมเนียมคงที่ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึก 10 อันดับซอฟต์แวร์ชั้นนำ ตั้งแต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Cloudbeds และ SiteMinder ไปจนถึงระบบที่ออกแบบมาเพื่อโรงแรมอิสระโดยเฉพาะ เพื่อตีแผ่ต้นทุนแฝงและความแตกต่างที่ส่งผลต่อกำไรของคุณโดยตรง โดยเฉพาะในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่การแข่งขันสูงขึ้นจนการใช้แค่ซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป การสรุปข้อมูลและเปรียบเทียบในครั้งนี้จะช่วยให้เจ้าของโรงแรมตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นว่า ระบบแบบไหนที่จะช่วยลดความเสี่ยงในช่วง Low Season และสร้างโอกาสการทำกำไรสูงสุดในระยะยาวได้อย่างแท้จริงครับ
สำหรับเจ้าของโรงแรมอิสระ (Independent Hotels) การเลือก "โปรแกรมจัดการโรงแรม" หรือ PMS (Property Management System) เปรียบเสมือนการเดินเขาวงกต คุณอาจคุ้นเคยกับชื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Oracle, เจ้าพ่อแห่งการเชื่อมต่ออย่าง SiteMinder หรือระบบ All-in-one อย่าง Cloudbeds
แต่ปัญหาคือ ระบบส่วนใหญ่ยังใช้โมเดล SaaS (Software as a Service) แบบดั้งเดิม คือเก็บค่ารายเดือน "ราคาตายตัว" ไม่ว่าโรงแรมคุณจะมีคนพัก 90% หรือห้องว่างโล่งในช่วง Low Season คุณก็ได้แค่ซอฟต์แวร์ แต่การบริหารและหาลูกค้ายังเป็นหน้าที่ของคุณ
ในปี 2026 เทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า Revenue-as-a-Service (RaaS) หรือ "บริการสร้างรายได้" กำลังเข้ามาดิสรัปวงการ บทความนี้จะเปรียบเทียบ 10 ซอฟต์แวร์โรงแรมชั้นนำ เพื่อช่วยคุณตัดสินใจเลือกสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด
สรุปภาพรวม: SaaS vs RaaS ต่างกันอย่างไร?
- Traditional SaaS (เช่น Cloudbeds, SiteMinder, Mews): จ่ายค่าสมาชิกรายเดือนคงที่ (ประมาณ 3,000 - 10,000+ บาท) ไม่การันตีผลงาน ความเสี่ยงอยู่ที่เจ้าของโรงแรม
- Enterprise (เช่น Oracle OPERA): ค่าติดตั้งหลักล้าน เหมาะกับเครือโรงแรมยักษ์ใหญ่ ไม่เหมาะกับรายย่อย
- Revenue-as-a-Service (เช่น ZUZU Hospitality): ไม่มีค่ารายเดือนคงที่ จ่ายค่าคอมมิชชั่นตามยอดขายที่ทำได้จริง มีทีมงานช่วยบริหารรายได้ (Revenue Management) ให้ ความเสี่ยงต่ำ
เจาะลึก 10 โปรแกรมจัดการโรงแรมยอดนิยม ปี 2026
1. ZUZU Hospitality (พันธมิตรช่วยบริหารรายได้)
เหมาะสำหรับ: โรงแรมอิสระ (20-100 ห้อง) ที่ต้องการเพิ่มยอดขายแต่ไม่อยากจ้าง Revenue Manager แพงๆ จุดเด่น: ZUZU ไม่ได้ขายแค่โปรแกรม แต่ขาย "บริการ + โปรแกรม" เป็นเจ้าเดียวในลิสต์ที่ให้ทั้งระบบ (PMS, Channel Manager, Booking Engine) พร้อมทีมงาน Revenue Manager ที่เป็นมนุษย์คอยปรับราคาและดูแลช่องทางขายให้คุณ
- โมเดลราคา: Performance-based (จ่ายเมื่อมียอดจองเท่านั้น ไม่มีค่ารายเดือนคงที่)
- ข้อดี: ความเสี่ยงเป็นศูนย์, มีผู้เชี่ยวชาญดูแลราคาให้รายวัน, เน้นตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ข้อสังเกต: ต้องแบ่งรายได้ (Revenue Share) ซึ่งบางโรงแรมอาจไม่คุ้นเคย
2. Cloudbeds (ผู้นำสาย SaaS)
เหมาะสำหรับ: เจ้าของโรงแรมที่มีความรู้เรื่อง Tech (10-50 ห้อง) และชอบจัดการระบบเอง จุดเด่น: เป็นระบบ All-in-one ที่หน้าตาทันสมัย ใช้งานง่าย เชื่อมต่อ Marketplace ได้เยอะ
- โมเดลราคา: รายเดือนเริ่มต้น ~$100-150 (ไม่รวมค่าติดตั้ง)
- ข้อดี: ระบบเสถียร, Interface สวยงาม, เชื่อมต่อ Third-party ได้เยอะ
- ข้อสังเกต: ต้องทำเองทุกอย่าง (DIY), ค่าใช้จ่ายคงที่แม้ไม่มีลูกค้า, ฟีเจอร์เสริมมักต้องจ่ายเพิ่ม
3. SiteMinder (เจ้าแห่งการเชื่อมต่อ)
เหมาะสำหรับ: โรงแรมที่เน้นกระจายห้องไปขายใน OTA ให้ได้มากที่สุด จุดเด่น: เป็น Channel Manager เบอร์ 1 ของโลก เชื่อมต่อได้กว่า 450 ช่องทาง
- โมเดลราคา: เริ่มต้นประมาณ €56-85 ต่อเดือน (คิดแยกส่วน PMS)
- ข้อดี: การเชื่อมต่อเสถียรมาก (99.9% uptime), ครอบคลุม OTA ทั่วโลก
- ข้อสังเกต: ระบบ PMS (Little Hotelier) ฟีเจอร์ยังไม่ลึกเท่าเจ้าอื่น, การ Support อาจล่าช้าเพราะบริษัทใหญ่มาก
4. Little Hotelier (เพื่อนคู่คิดโรงแรมจิ๋ว)
เหมาะสำหรับ: โฮสเทล, B&B หรือเกสต์เฮาส์ขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 20 ห้อง) จุดเด่น: พัฒนาโดย SiteMinder ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายที่สุด ไม่ซับซ้อน
- ข้อดี: เรียนรู้เร็วมาก, ราคาจับต้องได้สำหรับรายเล็ก
- ข้อสังเกต: ฟีเจอร์จำกัดมาก ขยายสเกลยากถ้าโรงแรมโตขึ้น
5. Mews (ระบบยุคใหม่สาย Tech)
เหมาะสำหรับ: โรงแรมบูทีคสมัยใหม่ที่เน้น Automation และประสบการณ์ลูกค้า จุดเด่น: เน้นฟีเจอร์ล้ำๆ เช่น Kiosk เช็คอินด้วยตัวเอง หรือระบบการเงินแบบ Fintech
- ข้อดี: ทันสมัยมาก, เหมาะกับการทำโรงแรมแบบไร้พนักงานต้อนรับ
- ข้อสังเกต: ราคาค่อนข้างสูง, การเรียนรู้ระบบยากกว่า Cloudbeds
6. RoomRaccoon (เน้นขายเพิ่ม Upsell)
เหมาะสำหรับ: โรงแรมบูทีคที่ต้องการเพิ่มรายได้ต่อหัว (Revenue per guest) จุดเด่น: เก่งเรื่องระบบ Upsell อัตโนมัติ (ขายอาหารเช้า, อัปเกรดห้อง) ระหว่างเช็คอินออนไลน์
- ข้อดี: ระบบเช็คอินออนไลน์ดีเยี่ยม, มีฟีเจอร์ช่วยทำการตลาด
- ข้อสังเกต: การซัพพอร์ตเน้นโซนยุโรปเป็นหลัก
7. Hotelogix (รุ่นเก๋าบนคลาวด์)
เหมาะสำหรับ: โรงแรมขนาดกลางในเอเชียที่เน้นความคุ้มค่า จุดเด่น: ระบบเสถียร ฟังก์ชันครบครันในราคาที่ย่อมเยากว่าค่ายตะวันตก
- ข้อดี: ราคาดี, ฟีเจอร์พื้นฐานครบ
- ข้อสังเกต: หน้าตาโปรแกรม (UI) ดูเก่าและใช้งานยากกว่าคู่แข่งรุ่นใหม่
8. eviivo (ผู้จัดการบ้านพัก)
เหมาะสำหรับ: Vacation Rental, Airbnb Host หรือวิลล่า จุดเด่น: แก้ปัญหาการจองซ้ำ (Double Booking) ระหว่าง Airbnb, Vrbo, Booking.com ได้ดี
- ข้อดี: จัดการปฏิทินหลายแพลตฟอร์มได้แม่นยำ
- ข้อสังเกต: ไม่เหมาะกับโรงแรมที่มี Front Desk จริงจัง
9. RMS Cloud (จอมพลังสายแคมป์ปิ้ง)
เหมาะสำหรับ: รีสอร์ตขนาดใหญ่, ลานกางเต็นท์ หรือที่พักที่มี Inventory ซับซ้อน จุดเด่น: จัดการประเภทห้องพักที่หลากหลายได้ดีมาก (เช่น เต็นท์, รถบ้าน, ห้องพัก)
- ข้อดี: ยืดหยุ่นสูงมาก
- ข้อสังเกต: ใช้งานยาก ต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน
10. Oracle Hospitality (OPERA Cloud) (มาตรฐานระดับโลก)
เหมาะสำหรับ: โรงแรม 5 ดาว, เชนระดับโลก (200 ห้องขึ้นไป) จุดเด่น: ทำได้ทุกอย่างที่โรงแรมต้องการ มีความละเอียดซับซ้อนสูงสุด
- โมเดลราคา: Enterprise (ค่าติดตั้งหลักแสนถึงหลักล้านบาท)
- ข้อดี: รองรับการทำงานซับซ้อนระดับเครือโรงแรมได้สมบูรณ์แบบ
- ข้อสังเกต: แพงมหาโหด, เกินความจำเป็นสำหรับโรงแรมอิสระ, ต้องมีทีม IT ดูแล
เปรียบเทียบฟีเจอร์สำคัญ: ใครชนะเรื่องไหน?
1. การบริหารรายได้ (Revenue Management)
- แบบเดิม (Cloudbeds, SiteMinder): คุณต้องตั้งกฎเอง (Rule-based) เช่น "ถ้าห้องเหลือ 2 ห้อง ให้ขึ้นราคา" ซึ่งต้องคอยเฝ้าหน้าจอตลอด
- แบบ ZUZU: ใช้ AI ร่วมกับ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ คอยดูคู่แข่งและปรับราคาให้แบบ Real-time (Dynamic Pricing) โดยที่คุณไม่ต้องทำเอง
- ผู้ชนะ: ZUZU (สำหรับคนที่อยากได้ผลลัพธ์โดยไม่ต้องทำเอง)
2. การเชื่อมต่อช่องทางขาย (Channel Management)
- ปริมาณ: SiteMinder ชนะขาดด้วย 450+ ช่องทาง
- คุณภาพ: ZUZU เน้นช่องทางหลักในเอเชีย (Agoda, Booking, Traveloka, Trip.com) แต่เพิ่มบริการ "ปรับแต่ง Content" ให้ด้วย (รูปภาพ, คะแนนรีวิว) เพื่อให้ขายออกง่ายขึ้น
- ผู้ชนะ: SiteMinder (ถ้าเน้นปริมาณ), ZUZU (ถ้าเน้นคุณภาพและการขายในเอเชีย)
บทวิเคราะห์ต้นทุนแฝง (Hidden Costs)
เจ้าของโรงแรมมักมองแค่ "ราคาเริ่มต้น" แต่ลืมคิดถึงต้นทุนแฝงเหล่านี้:
- ค่าติดตั้งและอบรม: Cloudbeds/Oracle มักมีค่า Setup หลักพันถึงหลักแสนบาท
- ค่าเสียโอกาส: ถ้าใช้ระบบรายเดือน ช่วงโควิดหรือ Low Season คุณยังต้องจ่ายเต็มจำนวน
- ค่าจ้างคนดูแล: การใช้ SaaS ให้คุ้ม คุณอาจต้องจ้าง Revenue Manager (เงินเดือน 30k-50k) มานั่งคุมระบบ
ตารางเปรียบเทียบความเสี่ยง
| หัวข้อ | SaaS (Cloudbeds/SiteMinder) | RaaS (ZUZU Hospitality) |
| ค่ารายเดือนคงที่ | จ่ายทุกเดือน (แพง/ถูก ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจ) | 0 บาท |
| ค่าติดตั้ง/อบรม | มีค่าใช้จ่าย ($500-$5,000) | ฟรี |
| ถ้าไม่มีลูกค้าพัก | ยังต้องจ่ายค่าระบบ | ไม่ต้องจ่าย |
| คนดูแลระบบ | เจ้าของทำเอง หรือจ้างพนักงาน | ทีมงาน ZUZU ทำให้ |
บทสรุป: เลือกอันไหนดี?
- เลือก Oracle OPERA หากคุณคือโรงแรมเชนใหญ่ 200 ห้อง+ และมีงบไม่จำกัด
- เลือก SiteMinder หากโจทย์ของคุณคือการเชื่อมต่อ OTA ให้ได้เยอะที่สุดในโลก
- เลือก Cloudbeds / Mews หากคุณมีทีมงานที่เก่ง Tech และอยากบริหารจัดการเองทุกขั้นตอน
- เลือก Little Hotelier หากคุณเป็นโฮสเทลเล็กๆ ที่ต้องการแค่ระบบกันจองซ้ำง่ายๆ
- เลือก ZUZU Hospitality หากคุณเป็น โรงแรมอิสระ (20-100 ห้อง) ที่ต้องการสู้กับรายใหญ่ อยากเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องจ้างคนเพิ่ม และชอบโมเดล "ไม่มีลูกค้า ไม่คิดเงิน" (Win-Win)
การเลือก PMS ในปี 2026 ไม่ใช่แค่การซื้อโปรแกรม แต่คือการเลือก "โมเดลธุรกิจ" ที่จะทำให้โรงแรมของคุณรอดและรุ่งในยุคที่มีการแข่งขันสูง