February 20, 2026
คู่มือ Dynamic Pricing: กลยุทธ์การตั้งราคาโรงแรมให้ได้กำไรสูงสุดในปี 2026
เจาะลึกกลยุทธ์การตั้งราคา Dynamic Pricing สำหรับโรงแรมในปี 2026 เพิ่ม ADR 10-15% และ RevPAR ด้วยระบบอัจฉริยะ ช่วยให้โรงแรมอิสระทำกำไรได้สูงสุดและเหนือกว่าคู่แข่ง
ในปี 2026 การตั้งราคาแบบคงที่อาจทำให้โรงแรมเสียโอกาสในการทำกำไรมหาศาล บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกกลยุทธ์ Dynamic Pricing หรือการตั้งราคาแบบยืดหยุ่นที่ช่วยเพิ่ม ADR ได้ถึง 10-15% พร้อมเทคนิคการวิเคราะห์ดีมานด์แบบเรียลไทม์เพื่อเพิ่ม RevPAR ให้สูงสุด เหมาะสำหรับโรงแรมที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน
เคยสงสัยไหมว่าทำไมราคาตั๋วเครื่องบินถึงเปลี่ยนไปแทบทุกวัน? หรือทำไมโรงแรมคู่แข่งถึงตั้งราคาห้องพักแบบเดียวกันต่างกันลิบลับในแต่ละสัปดาห์? คำตอบคือ Dynamic Pricing หรือการตั้งราคาแบบยืดหยุ่น และหาก โรงแรม ของคุณยังใช้ราคาเดิมตลอดทั้งปี คุณอาจกำลังปล่อยให้กำไรมหาศาลหลุดมือไป
ลองนึกถึงธุรกิจสายการบินดูครับ ที่นั่งบนเที่ยวบินเดียวกันอาจมีราคา 5,000 บาทในวันอังคาร แต่พุ่งสูงถึง 15,000 บาทในวันศุกร์ ไม่ใช่เพราะบริการเปลี่ยนไป แต่เป็นเพราะ "ความต้องการ" (Demand) ของตลาดเปลี่ยนไป และในปี 2026 นี้ ธุรกิจโรงแรมจำเป็นต้องนำหลักการเดียวกันนี้มาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
Dynamic Pricing คืออะไร?
Dynamic Pricing คือ กลยุทธ์การตั้งราคา ที่เน้นความยืดหยุ่น โดยปรับอัตราค่าห้องพักตามกลไกตลาดแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นระดับอัตราการเข้าพัก (Occupancy), ราคาของคู่แข่ง, กิจกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย
แทนที่จะตั้งราคาคงที่ (Static Pricing) แบบเดิมๆ กลยุทธ์นี้จะช่วยให้คุณสามารถขายห้องพักที่ใช่ ให้กับลูกค้าที่ใช่ ในเวลาที่เหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือ ในราคาที่สูงที่สุดเท่าที่ลูกค้าพร้อมจะจ่าย
ผลลัพธ์ที่ได้นั้นชัดเจน: การใช้ระบบอัตโนมัติหรือ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสามารถเพิ่มอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) ได้ถึง 10-15% และช่วยให้รายได้ต่อห้องพักที่มีทั้งหมด (RevPAR) เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับการตั้งราคาแบบคงที่
ภาพรวมธุรกิจโรงแรมในปี 2026: ทำไมแค่ "ราคาเดียว" ถึงไม่พอ?
การทำความเข้าใจภาพรวมตลาดในปัจจุบันจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าทำไม Dynamic Pricing ถึงกลายเป็นหัวใจสำคัญ:
- RevPAR เติบโตแบบชะลอตัว: ในช่วงปี 2025-2026 การเติบโตของรายได้ต่อห้องเริ่มคงที่อยู่ที่ประมาณ 0.2-1.5% ซึ่งลดลงจากช่วงฟื้นตัวหลังโรคระบาด
- กำไรที่ลดลงจากอัตราเงินเฟ้อ: แม้ ADR จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1% แต่ก็ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงถึง 2.7% สิ่งนี้สร้างแรงกดดันต่อผลกำไรของเจ้าของโรงแรมโดยตรง
- การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น: อุปทานห้องพักใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงประมาณ 0.8%
บทสรุปที่สำคัญ: โรงแรมไม่สามารถพึ่งพาแค่กระแสการเติบโตของตลาดได้อีกต่อไป ทางเลือกเดียวที่จะรักษาผลกำไรคือ "การบริหารรายได้ผ่านการตั้งราคาที่ชาญฉลาดกว่าเดิม"
เปรียบเทียบ: การตั้งราคาแบบคงที่ vs การตั้งราคาแบบไดนามิก
โรงแรมอิสระหลายแห่งยังคงชอบการตั้งราคาแบบคงที่ (ราคาเดียวตลอดปี หรือปรับตามฤดูกาลเพียงเล็กน้อย) เพราะ "ง่าย" แต่ความง่ายนั้นมักแลกมาด้วยการสูญเสียโอกาสในการทำกำไร
| คุณสมบัติ | การตั้งราคาแบบคงที่ (ดั้งเดิม) | การตั้งราคาแบบไดนามิก (สมัยใหม่) |
| ความยืดหยุ่น | ราคาเดิมตลอด ไม่ว่าดีมานด์จะเปลี่ยนไปอย่างไร | ปรับราคาได้รายวัน หรือรายชั่วโมงตามข้อมูลจริง |
| ศักยภาพรายได้ | จำกัด มักเสียโอกาสเมื่อความต้องการสูง (เพราะขายราคาต่ำเกินไป) | สูงสุด ได้ราคาแพงในช่วงเทศกาล และเติมเต็มห้องว่างในช่วงซบเซา |
| การจัดการ Occupancy | เชิงรับ (Passive) นั่งรอลูกค้ามาจองตามราคาที่ตั้งไว้ | เชิงรุก (Proactive) ปรับราคาจูงใจเพื่อดึงแขกในช่วงวันธรรมดา |
| การตอบสนองคู่แข่ง | ช้า เพราะต้องตรวจสอบและปรับเองด้วยมือ | รวดเร็ว ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงราคาคู่แข่งได้ทันที |
| ความพยายามที่ใช้ | ต่ำในช่วงแรก แต่พลาดกำไรระยะยาว | ต่ำเมื่อใช้ระบบอัตโนมัติ แต่ให้ผลตอบแทนมหาศาล |
หลักการสำคัญของ Dynamic Pricing: ทำงานอย่างไรให้เวิร์ก?
คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักคณิตศาสตร์ก็เข้าใจพื้นฐานได้ เพียงแค่ยึดหลักอุปสงค์และอุปทานพร้อมข้อมูลอัจฉริยะ ดังนี้:
1. ความต้องการสูง = ราคาสูง (Yield Management)
คุณควรปรับราคาขึ้นเมื่อ:
- อัตราการเข้าพักในโรงแรมเริ่มแตะระดับ 80% ขึ้นไป
- มีกิจกรรมพิเศษในพื้นที่ (คอนเสิร์ต, งานประชุม, เทศกาลสำคัญ)
- วันหยุดยาว หรือช่วงปิดเทอมที่คนออกเดินทางเยอะ
- คู่แข่งในระดับเดียวกันเริ่มปรับราคาขึ้น
ทำไมถึงได้ผล? เมื่อห้องพักเริ่มหายาก ลูกค้าจะยินดีจ่ายราคาพรีเมียมเพื่อให้ได้ที่พัก หากคุณตั้งราคาต่ำเกินไป คุณจะขายหมดเร็วเกินไป (Underpriced) และพลาดกำไรที่ควรจะได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 500 - 1,500 บาทต่อห้อง
2. ความต้องการต่ำ = ราคาที่แข่งขันได้
คุณควรปรับราคาอย่างมีกลยุทธ์เมื่อ:
- อัตราการเข้าพักต่ำกว่า 40% สำหรับวันใกล้เข้าพัก
- คู่แข่งลดราคาลงเพื่อดึงแขก
- ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season)
ทำไมถึงได้ผล? ห้องที่ว่างเปล่าคือรายได้ที่กลายเป็นศูนย์ การลดราคาอย่างมีกลยุทธ์ไม่ใช่การลดเกรดแบรนด์ แต่เป็นการดึงดูดแขกจากคู่แข่งที่ไม่ยอมปรับตัว เพื่อมาเติมเต็ม Occupancy และสร้างรายได้เสริมจากอาหาร เครื่องดื่ม หรือสปาแทน
3. ปัจจัย "ช่วงเวลาการจอง" (Booking Window)
Dynamic Pricing ยังพิจารณาว่าแขกจองล่วงหน้ามานานแค่ไหน:
- จองล่วงหน้านาน (60-90 วัน): ให้ราคาจูงใจเพื่อรักษาอัตราการเข้าพักพื้นฐานและกระแสเงินสด
- จองนาทีสุดท้าย (0-14 วัน): หากห้องเหลือเยอะ ให้ใช้ส่วนลดเชิงรุก แต่ถ้าห้องเกือบเต็ม ให้ชาร์จราคาพรีเมียมสำหรับนักเดินทางธุรกิจหรือแขกที่มีความต้องการเร่งด่วน
การปฏิวัติด้วย AI ในปี 2026
ปัจจุบัน กลยุทธ์การตั้งราคา เปลี่ยนจาก "การดูข้อมูลเก่า" ไปสู่ "การคาดการณ์อนาคต" ด้วยระบบ AI อัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์ปัจจัยนับร้อยได้พร้อมกัน:
- พยากรณ์อากาศ: คาดการณ์แนวโน้มการจองในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลหรือการยกเลิกงานกิจกรรม
- ปริมาณเที่ยวบิน: ดูว่ามีนักท่องเที่ยวบินเข้ามาในเมืองของคุณมากน้อยเพียงใด
- กระแสในโซเชียลมีเดีย: ตรวจจับเทรนด์กิจกรรมท้องถิ่นที่กำลังจะเป็นไวรัล
- การอัปเดตราคาคู่แข่ง: ระบบสามารถปรับราคาโรงแรมของคุณได้หลายพันครั้งต่อวันเพื่อให้แน่ใจว่าคุณนำหน้าอยู่เสมอ
5 ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงในการทำ Dynamic Pricing
- เน้นเป็นเจ้าที่ถูกที่สุด: การตัดราคาคู่แข่งอย่างต่อเนื่องจะทำลายภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะยาวและลดกำไรลงอย่างถาวร
- ตอบสนองช้าเกินไป: การเปลี่ยนราคาหลังจากคู่แข่งได้ยอดจองไปหมดแล้วไม่มีประโยชน์ คุณต้องปรับราคาก่อนที่โอกาสจะผ่านไป
- ไม่สนใจกิจกรรมท้องถิ่น: การไม่รู้ว่ามีคอนเสิร์ตใหญ่จัดข้างโรงแรมอาจทำให้คุณขายห้องราคาปกติ ในขณะที่โรงแรมรอบๆ ขายในราคา 3 เท่า
- ปรับราคาไม่บ่อยพอ: ในยุคที่คนจองผ่านมือถือได้ทุกที่ การปรับราคาสัปดาห์ละครั้งไม่เพียงพออีกต่อไป
- ตั้งราคาเท่ากันทุกช่องทาง: คุณควรให้ราคาที่ดีที่สุดสำหรับการจองตรง (Direct Booking) เพื่อลดภาระค่าคอมมิชชั่นของ OTA
บทสรุป: ห้องพักที่ใช่ ในเวลาที่เหมาะสม กับราคาที่ถูกต้อง
การตั้งราคาแบบไดนามิกไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับเชนโรงแรมยักษ์ใหญ่อีกต่อไป แต่มันคือสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับ โรงแรม ทุกขนาดที่ต้องการอยู่รอดในปี 2026
ไม่ว่าคุณจะเลือกปรับราคาด้วยตัวเอง ใช้ซอฟต์แวร์ RMS หรือเลือกใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญ ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือ เลิกใช้ราคาคงที่ และหันมาใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจ
หากคุณพร้อมที่จะเปลี่ยนโรงแรมของคุณให้เป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและทำกำไรได้มากกว่าเดิม ZUZU Hospitality พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยจัดการระบบ Dynamic Pricing และบริหารจัดการรายได้แบบครบวงจร เพื่อให้คุณโฟกัสกับการดูแลแขกได้อย่างเต็มที่
พร้อมจะเห็นผลลัพธ์จริงแล้วหรือยัง? ติดต่อเราเพื่อขอรับการสาธิตระบบและวิเคราะห์รายได้ฟรีวันนี้!